สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

 

 

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากรได้แถลงข่าวการเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการ ร่างพระราชกฏษฎีกาฯ ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (ดูข่าวได้ที่นี่

ระหว่างที่รอ ร่าง พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่ประกาศอย่างเป็นทางการและบังคับใช้ ทาง SE Thailand ขอพาทุกท่านมาทำความเข้าใจเบื้องต้นว่าในร่างใหม่นี้ ใครจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

Slide2

ร่าง พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่นี้ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วยมาตรทางภาษีให้กับคน 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. วิสาหกิจเพื่อสังคม (จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม)
  2. ผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม
  3. ผู้บริจาคเข้ากองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

 

คนกลุ่มแรกที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ไม่ใช่วิสาหกิจเพื่อสังคมทุกรายจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ ต้องมาพิจารณาอีก 2 ปัจจัย 

  • ปัจจัยแรก คือจะต้องเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด) หรือบริษัท (บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด) ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลประเภทอื่น เช่น มูลนิธิ สมาคม จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้ สำหรับสหกรณ์เป็นนิติบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ในการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว
  • ปัจจัยที่สอง คือจะต้องจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทไม่ประสงค์แบ่งปันผลกำไร ในการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จะสามารถจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้สองประเภท คือประเภทประสงค์แบ่งปันผลกำไร และไม่ประสงค์แบ่งปันผลกำไร เฉพาะกรณีหลังเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้ โดยมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา 3 อย่าง

เงื่อนไขแรก คือต้องเป็นการสนับสนุนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัท ที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทประสงค์หรือไม่ประสงค์แบ่งปันผลกำไร

เงื่อนไขที่สอง ต้องพิจารณาว่าผู้สนับสนุนเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เพราะการรับสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน

เงื่อนไขที่สาม ต้องพิจารณาการสนับสนุนว่าเป็นการสนับสนุนประเภทใด ระหว่างการบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน หรือการลงทุน

กรณีที่ผู้สนับสนุนเป็นบุคคลธรรมดา สามารถหักลดหย่อนภาษีเฉพาะในการลงทุนกับวิสาหกิจเพื่อสังคมเท่านั้น โดยสามารถหักลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาทในรอบปีภาษีหนึ่ง ๆ บุคคลธรรมดาจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน 

กรณีผู้สนับสนุนเป็นนิติบุคคล

  • หากสนับสนุนด้วยการบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ โดยคำนวณรวมกับเงินบริจาคเพื่อการสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ด้วย
  • หากสนับสนุนด้วยการลงทุน จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนเงินลงทุนจริงในรอบปีภาษีนั้น ๆ

 

บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถหักรายจ่ายการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีจำนวนเงินสูงสุดที่สามารถหักลดหย่อนได้ต่างกัน ดังนี้

  • บุคคลธรรมดา สามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลักหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อน
  • นิติบุคคล สามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ โดยคำนวณรวมกับเงินบริจาคเพื่อการสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ด้วย เช่นเดียวกับกรณีการบริจาคให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยตรง

จะเห็นได้ว่าในร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับใหม่นั้นได้เพิ่มมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพิ่มเติมจากฉบับเก่าหลายประการ ได้แก่

  1. การให้บุคคลธรรมดาได้ประโยชน์จากการหักลดหย่อนภาษีเมื่อลงทุนกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเข้าถึงเงินทุนได้กว้างขวางขึ้น
  2. การลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเข้ากองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

นอกจากนี้ยังทำให้ขั้นตอนการจดทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่อกรมสรรพากรของวิสาหกิจเพื่อสังคมง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะไม่ต้องไปเปลี่ยนชื่อกิจการให้มีคำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เหมือน พ.ร.ฎ.ฉบับเก่า


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ร่าง พ.ร.ฎ.ใหม่นี้ยังไม่ได้ประกาศและบังคับใช้ มาตรการทางภาษีในการส่งเสริมวิสาหกิจจึงยังคงเป็นตาม พ.ร.ฎ.ฉบับเดิม คือ พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 621) พ.ศ. 2559 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 291) ซึ่งคุณสามารถศึกษารายละเอียดได้จาก https://www.sethailand.org/resource/tax-se/

หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการประกาศและบังคับใช้ พ.ร.ฎ.ใหม่เมื่อไหร่ เล่าโดย…SE Thailand จะมาเล่าให้ฟัง รอติดตามนะคะ